วิธีดูแลพืชให้ไม่มีโรค เชื้อรา

                ปัญหาของการปลูกพืช คงหนีไม่พ้นเชื้อรา ที่ทำให้พืชตาย หรือ ทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เนื่องจากดินปลูกเก่า เสื่อมสภาพ รวมไปถึงการระบายน้ำไม่ดี เมื่อรดน้ำบ่อยจะทำให้มีความชื้นสะสมในวัสดุปลูกมากเกินไป หรือปัญหาฝนตกชุก ความชื้นสะสม และยังรวมไปถึงตำแหน่งที่ปลูกพืช รกทึบอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ก็ยิ่งทำให้พืชแสดงอาการลุกลาม โทรมและป่วยได้ง่าย ซึ่งร้ายแรงอาจจะทำให้พืชตายได้กันเลยทีเดียว

เกษตรกรต้องหาวิธีรักษาและป้องกันโรคที่เกิดกับพืช ก่อนจะสายเกินแก้ หากเจอสัญญาณว่าพืชจะป่วยควรรีบแก้ไขให้ทันการ โรคพืชส่วนใหญ่ เกิดเชื้อราเป็นสาเหตุหลักๆ โดยเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพืชที่พบบ่อย เช่น

1.โรคใบจุด (Leaf Spot) มักเกิดกับไม้ใบที่ปลูกในที่อับลม อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้เชื้อราในอากาศเข้าทำลาย ถ้าเกิดจากเชื้อราพวก Colletotrichum sp. ใบจะเป็นจุดสีเหลืองขยายวงกว้าง มีจุดสีน้ำตาลขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลาง และมีจุดเล็กๆ เรียงเป็นวงล้อมรอบที่เรียกว่า แอนแทร็กโนส (Anthracnose) พบมากในพืช มะนาว พริก ทุเรียน  มะม่วง ต้นหอม  มะลิ ฯการระบาดของโรคเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงในเขตที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง เชื้อราสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชตั้งแต่ลำต้น ใบ ก้าน ดอก ผล และเมล็ด

2. โรครากเน่า (Root Rot) เกิดจากดินที่ปลูกแฉะเกินไป ทำให้เชื้อรา Pythium spp. เข้าทำลายส่งผลให้ต้นเหี่ยว ใบที่โคนเหลืองและร่วง รากเน่า สภาพดินที่มีการระบายน้ำไม่ดีมีน้ำขัง ชื้น และแฉะตลอดเวลาในสภาพที่มีฝนตกชุกอากาศมีความชื้นสูงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเจริญของโรค พบมากในพืช ทุเรียน พริก มันสำปะหลัง

3. โรคโคนเน่า (Stem Rot) โรคเน่าคอดิน โรครากเน่าโคนเน่า เชื้อรา Sclerotium rolfsii และ Rhizoctonia solaniลักษณะอาการ คือ ต้นเหี่ยว ใบตก บริเวณโคนต้นมีเส้นใยเชื้อราสีขาวหรืออาจพบเม็ดเชื้อราเหมือนเมล็ดผักกาดปนอยู่กับเส้นใย โรคนี้สร้างความเสียหายอย่างมากแก่พืชในระยะกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้าของพืชผักต่างๆ แทบทุกชนิด รวมทั้งพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย ก็ได้รับความเสียหายจากโรคนี้มากเช่นกัน

4. โรคเน่าเละ (Soft Rot) เน่าเละเป็นโรคที่ได้รับการจัดลำดับให้อยู่ในกลุ่มของโรคที่สำคัญมากโรคหนึ่งของพืชผักทั้งในด้านของการระบาดและความเสียหาย โรคเน่าเละบนผักทุกซนิดจะคล้ายๆ กัน เริ่มจากรอยแผลช้ำฉ่ำน้ำ (water soaked) จุดเล็กๆ แผลดังกล่าวจะขยายโตออกทั้งโดยรอบและลึกลงไปภายในเนื้ออย่างรวดเร็วขณะเดียวกันเนื้อเยื่อส่วนนี้ก็จะอ่อนยุบตัวลง   พบมากในพืช กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกวางตุ้ง บร็อคโคลี แครอท แตงกวา ฟัก แฟง ฟักทอง มะเขือยาว มะเขือเทศ ถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วฝักยาว หอมใหญ่ มันเทศ มันฝรั่ง ข้าวโพดหวาน หน่อไม้

5 วิธีดูแลป้องกัน ให้พืชห่างจากเชื้อรา

1. การเลือกพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม เช่น พวกตะกูลกะหล่ำและผักกาดต่างๆ เป็นพืชอวบน้ำ มีเนื้อมาก หากปลูกในที่แห้งและเย็นจะไม่ได้รับความเสียหายจากโรคเน่าเละที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  ส่วน มะเขือเทศ มันฝรั่ง ถ้าปลูกในท้องถิ่นที่อากาศค่อนข้างอบอุ่นและแห้งก็จะปลอดจากโรคที่เกิดจากเชื้อรา

2. เลือกปลูกพืชในดินที่เหมาะสม  คือการปลูกพืชลงในดินที่ใหม่สะอาดปราศจากเชื้อหรือไม่เคยมีโรคเกิดมาก่อน ควรปรับพื้นที่ ให้เหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น พืชผักบางชนิดที่ปลูกในดินที่ยกเป็นร่องมีการเตรียมอย่างดี ไม่มีน้ำแช่ขังจะปลอดภัยจากโรครากเน่าโคนเน่า หรือโรคเหี่ยว ได้

3. การเลือกระยะเวลาหรือฤดูการปลูกที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมในการปลูกพืช ก็ถือว่ามีความสำคัญ ซึ่งถ้าปลูกพืชถูกฤดู ก็สามารถลดปัญหาการระบาดของโรคพืชได้ เช่น ผักที่ง่ายต่อการเกิดโรคราน้ำค้าง หากปลูกช่วงฤดูแล้ง ที่มีอากาศแห้งและร้อน ก็จะลดปัญหาโรคราน้ำค้างได้  หากพืชที่เป็นไวรัส ใบหงิกใบงอ ไม่แน่นำให้ปลูกในช่วงหน้าแล้ง เพราะทำให้เกิดโรคได้ง่าย แนะนำให้ปลูกช่วง ฤดูหนาวและฝนแทน

4.การเลือกใช้เมล็ดพันธุ์หรือส่วนของพืชที่จะใช้ทำพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรค ควรเลือกใช้พันธุ์ที่สะอาดปราศจากเชื้อหรือมีโรคติดมา หากไม่แน่ใจควรใช้สารป้องกันแช่เมล็ดพันธุ์ เพื่อลดการเกิดโรคในพืช

5. เพิ่มความใส่ใจในการดูแลพืช  จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมีโรคขึ้นกับพืช เริ่มตั้งแต่การเตรียมดินปลูกโดยใช้ดินที่สะอาดปราศจากเชื้อยกเป็นแปลงหรือร่องนูน ให้มีระยะปลูกระหว่างต้นระหว่างแถวให้พอเหมาะพอดีไม่แน่นหรือห่างเกินไป การปักไม้หลักช่วยค้ำยันต้นพืช หรือทำค้างให้หากจำเป็น หมั่นดูแลเอาใจใส่บำรุงรักษาพืชให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอไม่ให้ขาดน้ำขาดอาหาร หรือใส่ปุ๋ยที่จำเป็น และเหมาะสมต่อช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช หมั่นสังเกตเห็นพืช หากต้นใดแสดงอาการผิดปกติให้รีบทำลาย หรือตัดแต่งส่วนที่ผิดทิ้ง หมั่นดูแลทำความสะอาดแปลงปลูกอย่าให้มีวัชพืชซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช